เทรนด์ Plant-based Beauty กำลังมา ลองกินคอลลาเจนจากพืช

hello สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกันอีกแล้ว

ช่วงนี้เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย ยังคง work from home อยู่ใช่มั้ยเอ่ย?

เราเองก็เฉาจนปล่อยตัวเองพังอยู่ช่วงนึงเลยค่ะ ทั้งสภาพผิวและสภาพใจ

แต่ตอนนี้กลับมาฮึ่บ พร้อมมาแนะนำไอเท็มกู้ผิวปังๆกันอีกแล้ว รอบนี้ไม่ได้จะมาแนะนำสกินแคร์ เพราะเราให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวจากภายในมาก ตัวนี้เป็นอาหารผิวที่ทานมาระยะใหญ่ๆ

แล้วรู้สึกว่า ว้าวมากกกก ว้าวแรกคือรสชาติ อร่อยไม่เหมือนคอลลาเจนซองที่เคยกินมา!

ว้าวสอง คือผลลัพธ์ปังมากกก ผิวใส สุขภาพดีจากข้างใน!

ที่น่าสนใจคือ เขาเป็น Plant based Beauty 100% ด้วยค่ะ

ซึ่งกำลังมาแรงมากในตอนนี้!

และนี่เลยค่ะ คือตัวที่เราพูดถึง

Sprouts Collagen Booster

 คอลลาเจนสำหรับคนรุ่นใหม่!

เราเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะเคยทานคอลลาเจนรูปแบบนี้มาแล้ว

ตอนลงตลาดแรกๆ เราเองก็เสี่ยงทานมาแล้วค่ะ ตอนนั้นก็คืออยากผิวออร่า ขาวใส

แต่เอ๊ะ ทำไมมันไม่เห็นดีขึ้นสักที จนได้ไปอ่านวิจัยมา 

ผลวิจัยจากต่างประเทศ ได้พบว่า การทานคอลลาเจนจากปลาไม่ได้เกิดผลกับทุกคน มีเพียงแค่ 15% เท่านั้น ในระยะการทานต่อเนื่องเวลา 60 วัน การทานคอลลาเจนจากปลา มีโอกาสแพ้ได้ และการทานคอลลาเจนไม่ได้ช่วยครอบคลุมเรื่องปัญหาผิวทั้งหมด!

โอเครู้เรื่องเลย นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงจะมาแนะนำตัวนี้ เพราะเขาเป็นคอลลาเจนจากพืชจริงๆ

เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังว่า แล้วมันต่างจาก คอลลาเจนปกติยังไง?

“ความเข้าใจผิดของคนไทยคิดว่า การทานคอลลาเจนจะช่วยเรื่องขาว แต่ความจริงคอลลาเจนไม่ได้ทำให้ขาว” เราสามารถสร้างคอลลาเจนเองได้ ไม่ต้องพึ่งยา” 

ค่ะ จริงๆแล้ว คอลลาเจน

เป็นไฟเบอร์โปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่สร้างเซลล์ผิวหนัง กระดูก ฟัน กระดูก เอ็นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ

นอกจากนี้คอลลาเจนยังสามารถรักษาและซ่อมแซมกระดูกได้ สร้างความแข็งแรง ยืดหยุ่น ช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวของข้อต่อกับเนื้อเยื่ออื่นๆ ได้ด้วยซิสสส

 อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่า แล้วเขาต่างจาก คอลลาเจนจากปลายังไง 

ทำไมเราถึงต้องทานคอลลาเจนจากพืช?

1.ก่อให้เกิดอาการแพ้ คอลลาเจนในตลาดทั่วไปมักนิยมทำมาจากสัตว์ทะเลน้ำลึก

เพราะฉะนั้น คนแพ้อาหารทะเลก็คือบะบาย ทานไม่ได้จ้า

2.ร่างกายเสี่ยงต่อสารปนเปื้อน เนื่องจากคอลลาเจน สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึกจึงมักมีโลหะ เช่นตะกั่ว,ปรอท ปนเปื้อน

3. กินคอลลาเจนทุกวัน ส่งผลให้ไตทำงานหนัก 

โดยปกติ(คอลลาเจน)จะถูกดูดซึมที่ไตบางยี่ห้อ เคลมเรื่องผิวขาวเห็นผลในสัปดาห์เดียว

พวกนี้จะมีการผสม กลูต้าไธโอน ยิ่งกินเยอะเท่าไหร่ ไตของเราก็ยิ่งทำงานหนักขึ้น

4. แคลเซียมที่ได้รับสูงเกินไป 

จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (USA) กล่าวว่า “การมีระดับปริมาณแคลเซียมที่สูง” อาจเกิดจากผลข้างเคียงของคอลลาเจน คอลลาเจนชนิดที่มาจากแหล่งทางทะเลและสัตว์น้ำที่มีเปลือก

(หอย,กุ้ง,ปู ฯลฯ) 

ข้อดีและประโยชน์ คอลลาเจนจากพืช “Collagen Booster”  

1. ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนจากธรรมชาติในร่างกาย 

2. มี Natural Hyaluronic Acid + Ceramide

 3. ช่วยแก้ปัญหาสภาพผิวให้ดีขึ้น

 4. ช่วยสร้างเกราะป้องกัน ปกป้องผิวจากมลภาวะได้ 

5. ช่วยแก้ปัญหาผิวได้ 7 อย่าง (ผิวขาดน้ำ สิวอักเสบ กระชับรูขุมขน ผิวหมองคล้ำ ผิวแห้งกร้าน สมานแผลเป็น ลดการเกิดริ้วรอย)

 6. ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ต่อร่างกาย 

7. การสร้างคอลลาเจนจากร่างกายเองย่อมยั่งยืนกว่า 

8. สกัดจากพืช เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย phytonutrient 

9. มีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบ ชนิด ในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจน 

10. ใช้ Stevia (หญ้าหวาน) ไม่กระตุ้นอินซูลิน

 11. สกัดจากพืชผลไม้จำนวน 33 ชนิด 

12. มีสารประโยชน์สำคัญจากพืชผลไม้ “ไฟโตนิวเทรียนท์” ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องรับจากพืชผลไม้เท่านั้น* 

13. มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs 

สำหรับจุดเด่นของคอลลาเจนจากพืช ของ Sprouts

ประกอบด้วยสกัดจากพืช 33 ชนิด กระตุ้นคอลลาเจนจากธรรมชาติภายในร่างกาย

 มี Natural Hyaluronic Acid + Ceramide มีกรดอะมิโน 3 ชนิด 

คือ proline , lysine , glycine ที่มีผลในการสร้างคอลลาเจน

 มี antioxidant จากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มี Ceramide ที่ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นในภายนอก ไม่ให้ผิวแห้งกร้าน 

สกัดจาก Peach 

มี Hyarulonic Acid ที่สกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ นั่นเองค่ะ

วิธีทานก็ง่ายมากๆ

ฉีกซอง เทใส่ในน้ำเย็น 150ml

บอกเลยว่ารสชาติทานง่ายมาก ด้วยความที่เป็นคอลลาเจนจากพืช เขาไม่คาวค่ะ

ตัดภาพคอลลาเจนที่เคยทานก่อนๆได้เลย 

เขาเป็นรสสตอร์เบอร์รี่+พีช บางวันเราทานแทนน้ำหวานเลย

1แก้วต่อวัน เพิ่มความเฟรชระหว่างทำงานได้ดีมากๆ

ทีนี้มาดูผลลัพธ์กันบ้าง ซึ่งเราทานทั้งหมด 7-14วัน นะคะ และยังทานต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เพราะชอบมาก

Before-After แบบชัดๆเลยนะ

 (แสงแตกต่างกัน แต่ทุกคนลองดูสภาพผิว ความเนียนคือเนียนมากๆเนียนจริงค่ะ)

เราทานทุกวัน ตัวนี้สามารถทานได้ทั้งเช้าเย็นเลย

ผลลัพธ์หลังจากทานก็คือสัมผัสได้ว่า ผิวมันยืดหยุ่น ดูชุ่มน้ำขึ้นมากๆ

บริเวณที่หมองคล้ำก็สดใสขึ้นค่ะ ผิวสม่ำเสมอขึ้น ลองเอามือจับที่ผิว คือผิวลื่น สมูทมากๆ

นอกจากนี้ยังสามารถทานคู่กับอาหารเสริมอื่นๆ ได้ เพื่อช่วยบูสผิวให้ดียิ่งขึ้นไปอีก 

ตลอดระยะเวลาที่ทาน ก็คือ ไม่มีผลข้างเคียง ไม่แพ้อะไรเลย ดีมากๆ ปลอดภัยล้าน%

จากใจเราที่ห่างหาย จากวงการคอลลาเจนมานาน ได้มาลองทานตัวนี้

คือแฮปปี้มาก ตัวนี้แม้หยุดทานบางวัน ก็ไม่มีผลอะไร เพราะเขาบำรุงเข้าไปในชั้นผิวของเราเลย

สำหรับความเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคลนะคะ

พอสุขภาพผิวดีขึ้น ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยค่ะ แต่งหน้าง่ายขึ้น ผิวไม่ฝืด ดูสมดุล

แม้บางวันที่ไม่แต่งหน้าเลย หรือวันไหน นอนดึก ตื่นมาผิวเราก็ยังคงความสุขภาพดี

จากที่ทานมาเห็นผลขนาดนี้ แนะนำจริงๆ อยากให้ทุกคนได้ลอง!

สำหรับใครสนใจ ไปหามาลองตามกันได้เลย เราแปะพิกัดสั่งซื้อไว้ให้นะคะ

Shopee : https://shopee.co.th/sproutsbrand.official

LINE: https://line.me/R/ti/p/%40689snfsg

Instagram : www.instagram.com/sproutsbrand.official

สำหรับวันนี้ก็หวังว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จากกระทู้นี้ ไม่มากก็น้อยนะคะ

ใครที่เคยลอง หรือไปตำตาม ทานแล้วเป็นยังไง มาฟีดแบคกันได้น้า

สำหรับวันนี้ต้องขอตัวลาไปก่อนแล้ว แล้วพบกันใหม่กระทู้หน้านะคะ บะบาย~

SRICHAND Skin Essential งานผิวแมทใส ธรรมชาติ~

สวัสดีค่าทุกคน กลับมาพบกันอีกแล้วกรีด ขอเปิดบล็อกแรกของปี และสัญญาว่าปีนี้จะโผล่มาบ่อยๆแน่นอน

เอาหล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า หลังจากที่ป้ายยาเมคอัพกันไปเยอะละ วันนี้จะมาแนะนำ งานผิวล่าสุดของแบรนด์ไทยที่ชอบมากๆ นั่นก็คือ “Srichand Skin Essential Collection”

ไหนใครเคยไลน์เก่าของเขาบ้าง ทางนี้ขอยกละ1 จะเป็น Enchanted ไลน์เจ้าหญิง ซึ่งอันนั้นเขาจะเน้นความแน่น งานเช้าถึงเย็นใช่มั้ย แต่ไลน์นี้เขาทำให้เข้ากับสภาพอากาศ และความต้องการของสาวๆในตอนนี้มากขึ้น นั่นก็คือ ความเบา แนบกับผิว แต่ยังคมมันและติดทนนั่นเอง ซึ่งใครมองหางานผิวที่ตอบโจทย์ตรงนี้ ค่อนข้างตอบโจทย์เลยค่ะ

สำหรับไลน์นี้เขาก็มีทั้งหมด 3 ตัวด้วยกัน ก็คือ แป้ง รองพื้น และ คอนซีลเลอร์ และใช่ค่ะ กรี้ดด ในที่สุดเขาก็ออก concealer มาค่ะ เดี๋ยวเรามาเริ่มดูทีละตัวกัน ว่าแต่ละตัว เป็นยังไงบ้าง

เริ่มที่ตัวแรกเลย เป็น srichand essential skin compact foundation powder หรือแป้งผสมรองพื้นนั่นเองค่ะ ถ้าทุกคนเคยใช้ตลับสีชมพู อันนั้นเน้นปกปิดเนอะ แต่อันนี้พูดเลยว่า เป็นแป้งผสมรองพื้นที่ให้งานผิวมากกกก

เนื้อแป้งละเอียดมากๆ บางเบาเป็นธรรมชาติ ทาแล้วคือแนบกับผิวไปเลย หรือที่หลายๆคนเรียกว่าแป้งแนบเนื้อ ช่วยเบลอรูขุมขน ปกปิดได้เนียน ไม่หนา
ที่สำคัญคือพัฟนุ่มมากกกกกกก ไม่แข็งๆ

สำหรับตัวนี้เขาจะมีทั้งหมด 4 เฉดสี

ซึ่งเป็นโทนเหลือง เข้ากับสีผิวสาวไทยเลยค่ะ
110 ขาวเหลือง(เราใช้สีนี้นะ)
120 ผิวกลางๆ
130 ผิวสองสี
140 ผิวแทน


 

ขอรีวิวสั้นๆจากการใช้งาน รู้สึกว่าเป็นแป้งผสมรองพื้นที่ดีตัวนึงเลย ใครที่ไม่ชอบความหนักผิว ตัวนี้ให้สัมผัสที่สบายผิวมากๆ สีไม่ดรอปนะ คุมมันโอเคเลย ใช้ไปลุยๆ ตะลุยคาเฟ่ อากาศร้อนๆก็เอาอยู่นะ สำหรับการปกปิด ให้ ปานกลาง ผิวดูเป็นธรรมชาติ ไม่แมทหน้าแป้งอะ ผิวดูมีมิติ ระหว่างวันพอเหงื่อออก ผิวสวยมาก

ติดทนด้วย ใช้8-10ชม ผิวก็ยังเป๊ะอบู่ ไม่เป็นคราบ ชอบ

มาต่อที่ อีกตัวที่น่าสนใจมาก เป็น  Srichand Essential Skin Concealer
และแล้วศรีจันทร์ก็มีคอลซีลเลอร์สักทีจ้า รอคอยมานานแสนนาน ซึ่งพูดเลยว่า
ทำได้ดีมากกก ตัวนี้เป็นคอนซีลเลอร์ที่เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย ชุ่มชื้น ใช้ใต้ตาได้ รอยสิวได้ ปกปิดดี ให้งานผิวธรรมชาติ และติดทนค่ะ

สำหรับตัวคอนซีลเลอร์ จะมีทั้งหมด3 สี
110 Sand
120 Beige
130 Natural
สำหรับสีของคอนซีลเลอร์เรารู้สึกว่าเขาทำสีมาสวยนะ ไม่ได้ขาวไป
สามารถใช้สีเดียวกันกับพวกแป้งได้เลย

และตัวเด็ดอีกหนึ่ง ของคอลนี้ก็คือ Srichand Skin Essential Foundation
หรือรองพื้นแนบเนื้อนั่นเองจ้า ซึ่งพูดเลยว่าทุกวันนี้ อากศร้อนมาก เราเองก็ไม่ชอบรองพื้นที่หนักผิว ชอบความธรรมชาติ แต่ปกปิด ย้อนแย้งเนอะ

แต่บอกเลยว่าน้องคนนี้ทำได้ค่ะซิส! เขาเป็นรองพื้นที่ให้ฟินิชผิวแมท แต่มีมิติ ปกปิดเนียน เป็นธรรมชาติ คุมมัน ติดทนดีเลย เราผิวผสม ใช้เดี่ยวแบบไม่เซ็ตแป้ง ได้เลยอะ นี่ใช้ขั้นตะลอนเฟ่ ใส่แมสทั้งวัน ก็ไม่เป็นคราบ เร่ิดมากนะ เกาะผิวดี ไม่ไหล

เนื้อรองพื้นบางเบา เกลี่ยง่าย เซ็ตตัวแล้วแมท เนียนไปกับผิว แต่ผิวดูไม่แห้งเลยนะ ยิ่งพอแต่งหน้าอะไรเสร็จ ผิวสวยเลย เป็นตัวที่สามารถใช้ได้ everdaylook เพราะไม่หนักผิว แถมคุมมันดีด้วย ใครที่หารองพื้นใช้ไปเรียน ตัวนี้ก็เหมาะนะ

มีทั้งหมด 4 เฉดสี เหมือนแป้งเลย
110 Sand
120 Beige
130 Natural
140 Honey

จบแล้วคับทุกคน วันนี้ก็มารีวิวแบบพอกรุบกริบ
ตามความรู้สึก ตามการใช้งานจริงๆ เป็นงานผิวอีกเซ็ตที่เราิอยากแนะนำมากๆ
ตอนนี้อากาศร้อนขึ้นทุกวัน ใครกำลังหางานผิวๆสบายๆ แนะนำเลย ราคาน่ารักด้วย
เขาไม่ได้สปอนนะฮ้ะ ชอบใช้จริงเลยเอามาแนะนำต่อ

สำหรับวันนี้ก็ประมาณนี้นะคะ มีข้อสงสัยตรงไหนถามได้ค่า
ถ้าชอบบล็อกนี้ก็ฝาก like&share ให้เราด้วยน้า

ไว้มีอะไรเด็ดๆจะมาป้ายยากันอีกจ้า สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อนแล้ว ไว้พบกันใหม่กระทู้หน้า บะบายค่า ^^~

peripera fall collection🧸🍁

สวัสดีค่าทุกคน ห่างหายกันไปซะนานเลย วันนี้กลับมาแล้วค่า พร้อมกับมีของเล่นใหม่ จะมารีวิวให้ทุกคนได้ชมกันด้วย นั่นก็คือ เครื่องสำอางจาก peripera ค่า บอกเลยตื่นเต้นมาก แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่เราชอบ และใช้มานาน ถ้าย้อนกลับไปหลายปีก่อน เราเคยรีวิว airy tint ของเขาด้วย

เอาหล่ะ เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่า ว่าคอลนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ซึ่งบอกเลยว่าเขามีทั้งพาเลทอายแชโดว์ โทนสีใหม่ รองพื้น คุชชั่น งานผิวครบเลยค่ะ ก็เดี๋ยวมาดูทีละตัวกันเลยนะ

เริ่มที่งานผิวเขาจะมี2ตัว เป็นรุ่น Double Longwear ซึ่ง ไลน์นี้เขาจะเน้นงานผิวที่ให้ความปกปิดแบบ full coverage ผิวเรียบเนียน แต่ยังคงเผยความเป็นงานผิวเกาหลี ฟินิชผิวจะไม่ได้แมท หรือ ฉ่ำ เกินไปค่ะ สามารถใช้ได้ในอากาศบ้านเราเลย แถมยังคุมมันและติดทน6-8ชม ก็ถือว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ซึ่งไลน์นี้ตอบโจทย์ทุกสภาพผิวเลยค่ะ

ส่วนเฉดสีแอบน้อยไปหน่อย เราใช้เบอร์2ยังแอบ สว่างกว่าผิวไป แต่พอแต่งหน้าครบก็โอเคค่ะ ไม่เทา ไม่ลอย ถือว่าผ่าน! ซึ่ง เขาจะมีทั้งหมด2ตัวด้วยกันก็คือ รองพื้น กับคุชชั่น เดี๋ยวเราจะมาลองให้ดูทีละตัวนะคะ

Peripera Double Longwear Cover Cushion

คุชชั่นที่ช่วยปรับสภาพผิวให้ดูเนียน เป็นธรรมชาติ ช่วยปกปิด รอยดำ รอยแดงได้ดี ให้ฟินิชผิวดูฉ่ำวาว สุขภาพดี มีมิติ เนื้อบางเบา ติดทนนานเหมือนตัวรองพื้น ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวไม่ดูแห้ง

Peripera Double Longwear

รองพื้นที่ให้การปกปิดได้แบบ full coverage เนื้อนุ่ม สัมผัสบางเบา เกลี่ยง่ายมาก ฟินิชผิวยสวยกำลังดี ไม่ฉ่ำหรือแมทเกินไป ใช้ได้สบายๆในอากาศบ้านเรา ปกปิดดีมาก รอยแดง รอยสิวเอาอยู่ แถมยังติดทนนาน6-8ชม ไม่ดรอป ไม่เยิ้ม ไม่หนักผิว ผิวแพ้ง่ายใช้ได้ ไม่ระคายเคืองนะ

Peripera Pure Blushed Sunshine Cheek

บลัชออน โทนสีพาสเทล เป็นสีที่น่ารักสดใส สามารถใช้ได้ในทุกวัน เนื้อบลัชรถ่นนี้จะมีความบาง สามารถบิ้วล์เลเยอร์ ความอ่อน-เข้มได้ปัดยังไงก็ไม่ตูดลิงแน่นอน พิกเม้นต์เกาะผิวดี ติดทนนาน และไม่จับตัวเป็นก้อน!

แนะนำ3สีนี้เลย

03 AFTERNOOD RED สีแดงระเรื่อ ปัดแล้วให้ลุคแบบน่ารักสดใส ทานมะเขือเทศ10ลูกงี้🍅

04 Hazel Orange โทนส้มเหลือง พาสเทล

โทนสีใช้ง่าย เข้ากับผิวโทนเหลืองมาก ปัดแล้วได้ลุคนัวละมุน ดูเป็นสาวอบอุ่น

05 Dusky Rose สีแดงกุหลาบแห้ง โทนตุ่นๆ แต่ปัดแล้วผิวไม่หมองนะ สวยมากกกก ให้ลุคแบบฟีลหนาวเหมือนโดนหิมะมา เป็นอีกสีที่หลายๆคนน่าจะชอบ🥀

อันนี้เราปัดเบอร์04 hazel orangeนะคะ โทนส้มพาลเทล ละมุนๆ มีความติ่งน้ำตาล ให้ลุคนัวๆหนาวๆดีค่ะ

มาต่อกันที่

Peripera All take mood palette🍂

พาเลทแต่งตา มีให้เลือกถึง8เฉดสี มีทั้งเนื้อแมทต์ ชิมเมอร์ และกลิตเตอร์ เป็นโทนสีที่สามารถแต่งได้ในทุกวัน ครีเอทลุคปังๆได้สวยจบ ในพาเลตเดียว เนื้ออายแชโดว์นุ่ม เบลนด์ง่าย ขนาดกำลังดี พกพาสะดวก!

มาด้วยกัน2โทนสี

Burnt Breeze โทนแดงน้ำตาล ที่อินเทรนด์ในช่วงนี้เลย เป็นโทนสีที่มีความ สวยเก๋ไม่จำเจ แต่งออกมายังไงก็ปัง ไม่ว่าจะผิวขาว-สองสี-ผิวเข้ม ก็แต่งโทนนี้รอด ลุคเกาก็ได้ ฝอก็ดีนะ

Muteful Rose โทนชมพู อมม่วง เป็นสีสวยหวานละมุน มีความลูกคุณ ดูดีมากๆ สายหวานต้องเลิฟแน่นอน เป็นโทนที่แต่งได้ทุกโอกาส พาเลทนี่จะมีเนื้อกลิตเตอร์ เจลลี่ๆอยู่ด้วย วิ้งสวยมาก ปาดเดียวรู้เรื่อง!

สวอชรวมทั้ง2พาเลทค่ะ บอกเลยว่าโทนสีคอลนี้ดีมาก แล้วมีทั้งเนื้อ แมท ชิมเมอร์ กลิตเตอร์ครบเลยค่ะ เรื่องพิกเม้นต์ไม่ผิดหวังเลย สำหรับเพอริเพอร่า เป็นแบรนด์เกาที่ทำเนื้ออายแชโดว์มาได้ดีมากๆ แน่น สมูท ใช้งานง่าย แถมโทนสียัง อินเทรนด์ ถูกใจหลายๆคนแน่นอนค่ะ💖
อันนี้เป็นลุคโดนรวม ที่เราแต่งจากคอลนี้ทั้งหมดนะคะ เป็นโทนส้มน้ำตาล-แดง ให้ฟีลวินเทอร์นิดๆ แต่งไม่ยากเลย แถมโทนสีเข้ากันดี๊ดีค่ะ ชอบมากก

ก็จบเรียบร้อยแล้วค่า สำหรับรีวิวในวันนี้ เป็นยังไงกันบ้างคะ แอบเล็งชิ้นไหนไว้มั้ย ใครลังเลตัวไหนอยู่ ลองอ่านรีวิว ประกอบการตัดสินใจดูนะ

สำหรับวันนี้ก็มารีวิวเเพียงเท่านี้นะคะ เดี๋ยวเราจะทิ้งรายละเอียด ช่องทางการสั่งซื้อไว้ให้น้า เผื่อใครสนใจ จะได้ไปตามถูก สำหรับวันนี้ของคุณทุกคนมากๆเลยที่เข้ามาอ่านรีวิวของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่บล็อกหน้าค่ะ บะบาย💖

พิกัดสั่งซื้อ
Ig : peripera_thailand
Fb : Peripera Thailand

REVIEW&SWATCHES:~SOGLAM ONCE UPON A MOUSSE LIP~

สวัสดีค่าทุกคน ไม่ได้พบกันนานเลย เรากลับมาแล้ว คิดถึงการเขียนบล็อกมากๆ

แน่นอนว่ากลับมาทั้งทีเราก็มีไอเท็มมาแนะนำทุกคนกันแน่นอน ซึ่งนั่นก็คือ Once Upon A Moussee Lip จากแบรนด์ SOGLAM นั่นเองค่ะ เป็นอีกแบรนด์ที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จัก เป็นแบรนด์ไทยที่ทำแพ็กเก็จจิ้งออกมาน่ารักตลอดเลย ซึ่งลิปรุ่นนี้เขามาเป็นเนื้อมูสค่ะ มาในแพ็กเก็จกลิ่นขนมตามชื่อสีเลย

พอได้ยินคำว่า”มูส”แล้วตอนแรกก็กลับว่า จะเป็นก้อนมั้ย เป็นขุย หรือจะหนามั้ย แต่บอกเลยว่า ไม่ค่ะ จุดเด่นของรุ่นนี้เขาเป็นเนื้อ extra soft ให้สัมผัสที่เบาสบายปาก เนื้อเบลนด์ง่าย ตอบโจทย์สาวๆที่ชอบทาลิปออกแนวแมท แต่ไม่อยากได้ฟินิชที่ดูแห้งกรังนั่นเอง เป็นเนื้อมูสที่ค่อนข้างสมูท เม็ดสีชัดและเนียนมากๆเลย จะเป็นยังไงเดี๋ยวเรามาทาให้ดูกัน

สำหรับแพ็กเก็จจิ้งด้านในรุ่นนี้จะเป็นแท่งด้านๆ สีใสเห็นสีลิปด้านใน ซึ่งทำให้เราเห็นสีลิปได้ง่ายดีค่ะ มากับฝาสีพีชน่ารักสดใสเลย

ซึ่งคอลเลคชั่นนี้เขามาด้วยกันทั้งหมด6เฉดสีค่ะ เป็นโทนส้ม แดง ที่ทุกสีจะมีความติดน้ำตาล และเป็นโทนส้ม อิฐ ถูกใจสาวๆกันแน่นอน งั้นเดี๋ยวเรามาเริ่มสวอชกันเลยดีกว่านะ

นี่เลยคือสวอชทั้ง6 สี ซึ่งจะออกไปทางโทนส้ม แดงซะมากกว่า มีชมพูมาบางสี แต่ติดน้ำตาลเกือบหมดเลยยกเว้นเบอร์6 ซึ่งเป็นโทนตุ่นๆ ที่สาวไทยชอบกันอยู่แล้ว ใดๆคือลิปรุ่นนี้มีกลิ่นหอมขนมด้วยนะ เราชอบมาก

แปะสวอชทุกสี เราจะเรียงจากบนลงล่างนะ

01 Pink Meringue โทนชมพูตุ่นอมส้ม

02 Peach Cinnamon Bun โทนพีชไม่ตุ่นเกินมีความสดใส

03 Cranberry Sauce สีแดงกลางๆ ไม่ติดชมพูหรือส้มมากไป

04 Carrot Cake โทนส้มอมเหลือง สีไม่จี๊ดจ๊าดนะ เป็นส้มที่พอดีมากๆ

05 Apple Jam Role โทนแดงก่ำ

06 Cherry Pie โทนแดงเชอร์รี่ สดใสมากๆ สีนี้ exclusive เฉพาะ eveandboyน้า

และนี่ก็คือสวอชสีทั้งหมดเลย เราว่าเขาmixสีมาค่อนข้างดี ไม่ได้ตุ่น หรือน้ำตาลไปซะทั้งหมด ยังมีโทนสดใสโผล่มาเพื่อให้เปลี่ยนลุคได้สนุกสนานมากขึ้น

สรุปเลยเป็นลิปแบรนด์ไทยถูกและดีอีกแบรนด์ที่เราเชียร์ ส่วนตัวก่อนหน้านี้ไม่ค่อยปลื้มการทาลิปมูสเท่าไหร่

แต่ของSoglamต้องยอมรับเลยว่าทำเนื้อปังจริงๆค่ะ เนื้อสมูท ไม่ตกร่องเลย แถมยังกลบสีปากได้มิด เบลนด์ได้ฟุ้ง ขอบปากเบลอสวยมากๆ แถมรุ่นนี้ยังติดทนด้วยนะ เกาะปากดีมากๆ เต็ม10ให้10เลยค่ะไม่หัก

สำหรับตอนนี้เขาก็มีโปรโมชั่นเปิดตัวอยู่หน้า จาก 289.- เหลือ 169.-

หากสาวๆสนใจสั่งซื้อได้ที่ Line: @soglamcosmetics

www.soglamcosmetics.com,

So Glam Flagship Store (Lazada Mall),

So Glam Offical Store (Shopee),

EVEANDBOYเลยงับ

สำหรับวันนี้เราก็มารีวิวเพียงเท่านี้นะคะ ถ้าใครชอบฝากกดsharedกระทู้เป็นกำลังใจให้เราด้วยน้า

ครั้งหน้าเราจะมาไอเท็มอะไรมาแนะนำกันอีกฝากติดตามด้วยนะคับ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามารับชมนะคะ เพื่อนๆสามารถติดตามอัพเดท ข่าวสารหรือรีวิวดีๆแบบนี้ได้อีกตามช่องทางด้านล่างนี้เลยน้า

https://m.facebook.com/songjebeaute/

https://www.instagram.com/songje_s

https://mobile.twitter.com/songje_s

สำหรับวันนี้เราก็ต้องขอตัวลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่นะคะ บะบาย~

รีวิวbbซอง7-11 3แบรนด์ฮิตตัวไหนปังที่สุด?!

สวัสดีค่าสาวๆ กลับมาพบกันอีกแล้ว ครั้งนี้เราเอาคอนเท้นต์ของถูกและดีกลับมาฝากกันอีกแล้วค่า จะว่าไปไม่ได้อัพเดท รองพื้นใน7-11 มาสักพักแล้ว ซึ่งก็มีของใหม่น่าสนใจออกมาเยอะมาก วันนี้เราเลยหยิบ3ตัวเด็ด ที่เตะตาเรา มาbattle กันซะเลย มาดูกันค่ะ ว่าตัวไหนจะปัง ตัวไหนบ้ง หวังว่าจะเป็นประโยชน์น้า ยังไงถ้าพร้อมแล้วก็ มาเริ่มกันเลยค่ะ

ตัวแรก inn beauty bb filler matte

เป็นบีบี เนื้อเข้มข้น สีโทนเหลืองดี ปกปิกปานกลาง-สูง เราว่าใช้เป็นรองพื้นได้เลยนะ มีผสมบำรุงด้วย

ซึ่งส่วนตัวเรารู้สึกว่า เหมาะกับคนที่มีรอย มีปัญหาผิวเยอะๆแล้วต้องการความปกปิด

เขาช่วยทำให้ผิวดูเนียน ฟินิชผิวพอเซ็ตตัวดีแล้วก็คือแมทดีเลยค่ะ คนผิวมันน่าจะเลิฟ

ต่อมาเป็น nami makeup pro bb wet to powder หรือ BBซองดำ สาวๆหลายๆคนน่าจะรู้จักน้องคนนี้ดี เพราะเป็น bb cream ถูกและดีในตำนาน ซึ่งส่วนตัวเราก็เคยใช้สูตรเก่าค่ะ แล้วก็ชอบอยู่แล้ว แต่เห็นล่าสุดเขาออกสูตรใหม่มา ก็เลยเอามาลองดู ซึ่งสูตรนี้เขาได้ปรับให้ปกปิดขึ้น คุมมันมากขึ้น และเพิ่ม spf40 pa+++ ปกป้องผิวจากรังสี uva/uvb และเพิ่มเฉดใหม่ให้เข้ากับสาวไทยมากขึ้นด้วย สำหรับสีใหม่จะมีเบอร์02 natural beige ที่เราใช้ กับ03 almond beige สำหรับผิวเข้มค่ะ 

คงมีคนสงสัยว่าเขาต่างกันยังไง เดี๋ยวเราขอหยิบสูตรเก่ามาเทียบให้ดูนะ

เริ่มจากเนื้อสัมผัสก่อนเลยค่ะ

สูตรเก่าสีค่อนข้างสว่าง และจะมีความตึ๊บ ดูหนากว่า

สูตรใหม่ ปรับสีให้มีความเหลืองมากขึ้น เนื้อเหลวเป็นน้ำมากขึ้น

เรามาทาลงผิวให้ดูนะคะ ยิ่งตอนป้ายลงผิวคือเห็นชัดมากเลย

สูตรเก่าจะมีความเนื้อแน่น ดูข้นๆ ส่วนสูตรใหม่จะดูเป็นน้ำ มีความบางเบา เกลี่ยง่ายกว่าเดิมมากขึ้น

อันนี้เป็นฟินิชผิวที่ได้หลังจากบีบีเซ็ตตัวค่ะ

สำหรับบีบีตัวนี้ เขาจะเซ็ตตัวเป็นแป้ง แต่ว่า

จากที่ลองทั้งสองสูตร เราได้เห็นความต่างอย่างชัดเจนว่า 

สูตรเก่าเซ็ตตัวแล้วจะยังมีความฉ่ำวาวส่วนสูตรใหม่ ที่เขาบอกว่าปรับสูตรให้คุมมันกว่าเดิม

ก็คือเซ็ตตัวได้แมทกว่าจริงๆ แต่ยังดูเป็นงานผิวธรรมชาติ ผิวดูเนียนสม่ำเสมอ ไร้ความมัน ปกปิดดีกว่าเดิม อำพรางรอยแดงได้ดี แต่เนื้อมีความสบายผิวขึ้นกว่ามาก และยังคงความชุ่มชื้นไม่เหนอะหนะผิว แถมเรื่องของสี มีความพอดีผิวมากขึ้นด้วยค่ะ

และตัวสุดท้าย jujune dongbaek dd cream 

สำหรับตัวนี้ เขาเป็น ดีดีครีม เนื้อมูสค่ะ เนื้อค่อนข้างบางเบาที่สุด ถ้าเทียบกับสองตัวแรกที่พูดถึงไป ตัวนี้พอเกลี่ยแล้ว แตกตัวเป็นน้ำ แล้วกลืนกับผิวไปเลย สำหรับเรารู้สึกว่าปกปิดได้ เบา-ปานกลาง เหมาะกับคนที่ไม่มีปัญหาผิวมาก ต้องการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ได้งานผิวที่ดูเกาหลีๆ

แปะเทียบฟินิชผิวที่ได้ทั้ง3ตัวค่ะ เรียง

jujune – innbeauty – nami

และงานผิวแบบfinished lookที่แต่งหน้าเสร็จแล้วนะคะ 

ขอมาสรุปแบบสั้นๆเลย ส่วนตัวเราผิวผสม มันช่วงt-zone

ถ้าให้โหวตตัวที่ชอบสุด ส่วนตัวเราชอบ BBซองดำ ของ nami นะ รู้สึกตอบโจทย์ที่สุด เขาเซ็ตตัวเป็นแป้ง ให้งานผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูแห้งเกินไป ระหว่างวันไม่หนึบผิว ใช้แล้วสบายผิว แต่ให้การปกปิดที่ค่อนข้างดี มีเฉดสีเยอะ สีตรงผิวที่สุด คุมมันติดทน กันเหงื่อดีมากๆ ใช้ไปออกกำลังกายกลับมา ไม่เป็นคราบ หน้ายังเนียน เป๊ะอยู่ เป็นรองพื้นซอง 7-11 ถูกและดีที่อยากเชียร์จริงๆค่ะ

สำหรับวันนี้ก็มารีวิวประมาณนี้นะคะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการช่วยตัดสินใจเลือกซื้อนะคะ

หากใครมีตัวไหนที่ชอบ ก็เอามาแชร์กันได้น้า

เผื่อเราจะลองไปสอยตามบ้างงับ

สำหรับวันนี้ขอบคุณทุกคนที่เข้ามารับชมค่ะ

ถ้าชอบฝากกดlike/shared เป็นกำลังใจให้กันด้วยน้า 

ไว้พบกันใหม่กระทู้หน้าค่า บะบาย~

REVIEW:โทนเนอร์ROUNDLAB ตัวดังในเกาหลี ปังจริงหรือบ้ง?มาชม!

สวัสดีค่าทุกคน กลับมาพบกับเราอีกแล้ว ห่างหายไปจากการเขียนบล็อกมานานมาก แต่จะคัมแบ็คแล้วนะ ฝากติดตามด้วยจ้า วันนี้ขอมาต้อนรับการกลับมาแบบปังๆด้วยไอเท็มที่แบบ สุดฮิตในเกาหลี ก็คือtoner roudlab

ซึ่งนี่ไม่ว้าวกับอะไรนานมากแล้ว แต่ตัวนี้ต้องให้นางจริงๆ นางทำให้เราถึงขั้นต้องมาเขียนบล็อกพูดคุยกันเลยทีเดียว งั้นเราไปเร่ิมทำความรู้จักกับน้องคนนี้กันดีกว่าค่ะ โก โก!

น้องคนนี้เขาชื่อ ROUNDLAB 1025 DOKDO TONER ท้าวความก่อนว่า ทำไมถึงมาใช้น้องคนนี้ได้ คือเราอะไปแพ้สกินแคร์มาเว้ย ละก็บังเอิญมีโอกาสได้ลองใช้ตัวนี้พอดี ก็เลยอะไหนลองสิ๊ว่าน้องเขาจะเวิรค์กับผิวเรามั้ย เห็นรีวิวเยอะมากๆ ก็เลยลองเพื่อความอยากรู้ค่ะ ปรากฎอมกกก น้องเข้ากู้ผิวดิชั้นค่ะคุณ อะให้ชั้นขอแนบรูป อาจจะน่ากลัวสักนิด

คือทุกคน เราแพ้หนักมากจริงๆ เป็นทุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คางสิวผดขึ้นเต็ม ผุดมาจากไหนไม่รู้เยอะแยะอะ จับไปคือสาก หน้ากลัวมาก ใช้ระยะเวลากู้อยู่พักนึงเลย จนเจอโทนเนอร์ตัวนี้ ที่เขาว่าเขาอ่อนโยนก็ลองใช้คือน้องเขาอ่อนโยนมากจริงๆ

ลักษณะเป็นเนื้อใสๆ เหมือนน้ำเปล่เลย ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีน้ำหอม บาราเบนต่างๆ เรียกได้ว่าอ่อนโยนมากเลยทีเดียว

วิธีใช้ง่ายแสนง่าย เราใช้เช็ดหลังล้างหน้าเสร็จนะ ก็คือขั้นตอนแรกเลยก่อนที่จะลงสกินแคร์ เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิว และเตรียมให้ผิวพร้อมสำหรับการบำรุงขั้นต่อไป ก็หยดโทนเนอร์ลงบนสำลี แล้วเช็ดตามแนวรูขุมขนเราตามปกติเลย

หลักๆเลยนะเขาช่วยคลีนผิว และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวทันทีหลังใช้ ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ปลอบประโลมผิวจากอาการแพ้ ระคายเคืองต่างๆได้ดี และสามารถใช้ได้หลายวิธีมาก จะใช้เป็นโทนเนอร์ น้ำตบ มาสก์ ก็ได้เลย อเนกประสงค์มาก

แนบรุปหลังจากใช้มาวีคกว่า นี่คือผิวปัจจุบันค่ะทุกคน ไอ่ผด สิวที่มันขึ้นหายไปไหนหมด คือเกลี้ยงเกลามาก

เหมือนไม่เคยเกิดไรขึ้นกับผิวมากก่อน?!!

เนี่ยบริเวณเดียวกะที่แพ้ด้านบนเลยทุกคน คือเราอึ้งในผลลัพท์มากๆอะ คือเขาช่วยปลอบประโลมผิวดีมากๆและยังช่วยปรับสมดุลให้ผิวมีความแข็งแรง และเรียบเนียนขึ้นด้วยนะ ประทับใจอะ นี่ติดมาด ใช้มาอย่างต่อเนื่องเลย ใช้แล้วรู้สึกผิวสะอาด แถมได้บำรุงไปในตัว คือดีจนปริ่มไปหมด ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไง

เอาเป็นว่ามาคอนเฟิรม์ว่ามันเวิรค์ มันดีมากจริงๆแก ตอนนี้ชั้นแบบแฮปปี้มาก ที่ผิวชั้นกลับมาปกติ ต้องกราบโทนเนอร์ขวดนี้เลยจริงๆTT สาวๆคนไหนมีผิวแพ้ง่ายเหมือนเรา ลองดูตัวนี้ คือตอบโจทย์ชีวิตมาก เหมือนพระเจ้าสร้าวมาให้เราอะ ไม่ได้เว่อร์ พูดจริงไปลอง ราคาดีด้วย เหมือนจะ500กว่าบาทถ้าจำไม่ผิดเราได้จากตัวแทนจำหน่ายในไทยเลย ในทวิตเตอร์ @Roundlab.thailand จ้า

สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อนแล้วนะ หวังว่ากระทู้นี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆนะคะ แล้วไว้เจอกันใหม่กระทู้หน้าค่ะ บะบาย^^~

รีวิว Dear Klairs Freshly Juiced Vitamin Drop สกินแคร์ตัวโปรดของสาวเกา!

สวัสดีค่าทุกคน กลับมาพบกันอีกแล้ว เนื่องจากช่วงนี้ผิวเราค่อนข้างอ่อนล้า หมองโทรม จากการพักผ่อนน้อยทำงานหนัก เราเลยมีการปรับเปลี่ยนสกินแคร์ หันมาใช้พวกvitc มากขึ้น ซึ่งเกริ่นก่อนว่าปกติผิวเราไม่ถูกกับอะไรพวกนี้เลย ใช้แล้วจะระคายเคืองง่าย แสบผิว แต่ล่าสุดใช้ตัวนึง แล้วชอบมาก ไม่คิดว่าจะได้ผลดีกับตัวเองขนาดนี้ คือเห็นจากรีวิวเลยลองสอยมา เป็นสกินแคร์ของเกาหลี 

เป็นของอันนี้เลย Dear Klairs freshly Juiced Vitamin Drop เอสเซนส์วิตามินซีบริสุทธิ์เข้มข้น ด้วยส่วนผสมหลักของ กรด L-ASCORBIC 5% และสารสกัดจากใบบัวบก เขาเป็นอารมณ์แบบวิตามิน บำรุงผิว เน้นลดพวกรอยสิว ฟ้ากระจุดด่างดำ ผลัดเซลล์ผิวให้ผิวกระจ่างใส สม่ำเสมอไรงี้ 

บอกเลยว่าถูกใจตั้งแต่แพ็กเก็จจิ้ง มีความminimal คลีนดีมากก

ด้านหลังจะเป็นภาษาเกาหลีล้วนๆเลยจ้า

applicatorจะเป็นหัวดรอปอย่างงี้เลย ซึ่งเราชอบมาก มันจะควรคุมปริมาณการใช้งานได้ง่ายดี

ส่วนตัวเราใช้ประมาน 1-2 หยดนะ

  มาต่อกันที่ texture คือเป็นเอสเซนส์เนื้อออยล์เลย มีความเข้มข้นมากๆ แต่ซึมไวจนงง 

สิ่งที่สัมผัสตอนทาได้เลยคือ มันมีความอุ่นๆ แอบตกใจเหมือนกัน ด้วยความที่เราไม่ค่อยใช้วิตซีเลยไม่ค่อยชิน แต่มันไม่อันตรายนะ เป็นฟีลที่ดีเลยทีเดียว พอหยดลงผิวแล้ว ทิ้งไว้ซักแปปคือเขาซึมหายไปเลย ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะไว้ที่ผิว เริ่ด!

ให้ดูผิวชัดๆหลังการใช้มาเกือบ2อาทิตย์ ผิวฟู ใสขึ้นมากกก ดูผิวสุขภาพดีสุดๆอะ โอ้ยยย

ซูมชัดๆไปเลยจ้า ผิวละเอียดขึ้นมาก ฮืออ เหมือนกลับมาเป็นผิวเด็กอีกครั้ง ประทับใจอะ 

ก็นี่แหละทุกคน ขอยกให้เป็นสกินแคร์กู้ผิวโทรมอันดับ1ในตอนนี้เลย มันเวิร์คมาก ที่สำคัญคือเขาอ่อนโยน ผิวแพ้ง่ายใช้ได้ มีส่วนของ vitc แต่ไม่กัดผิวเลย ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ใครสนใจก็ลองดูได้นะ

ราคา 790฿ เราได้มาจากร้าน @shugarshopใน twitter แต่ eveandboy ก็มีขายแล้วนะ

หรือถ้าเพื่อนๆคนไหนอยู่แถวเซนลาด เขามีที่ KIS Beauty Store ด้วย ยังไงลองไปดูกันนะ  

สำหรับวันนี้เรามีรีวิวเพียงเท่านี้นะคะ หวังว่ากระทู้นี้จะพอเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆที่กำลังตัดสินใจซื้อสกินแคร์ดีๆสักตัวอยู่นะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามารับชมค่า แล้วเจอกันใหม่กระทู้หน้านะคะ บะบาย~

รีวิวแป้งพัฟคุมมันหลักร้อย 3ตลับ คัดมาแล้วว่าเด็ด!

สวัสดีค่าทุกคน วันนี้กลับมาพบกับเจเคอีกแแล้ว คอนเท้นต์วันนี้เราจะมาแนะนำแป้งพัฟ ถูกและดี คุมมันขั้นเทพ ในราคาแค่หลักร้อยมาให้เพื่อนๆได้รู้จักกันค่ะ คือบอกก่อนปกติเป็นคนไม่ค่อยทาแป้งเลย เพราะไม่ชอบความรุ้สึกเป็นแป้งๆอยู่บนหน้า และบางทีระหว่างวันตกร่องเป็นคราบ มันดูผิวไม่สวยมากๆ 

เป็นคนถูกโฉลกกับแป้งยากมาก แต่ตัวไหนที่โดนเราคัดมาแล้ว เชื่อได้ว่าเด็ดจริง ไม่งั้นคงไม่หยิบมาใช้เด็ดขาด ซึ่งเราคัดมาทั้งหมด3ตัว ราคาจะอยู่ที่120-690 ไม่เกินนี้แน่นอน ถ้าอยากรู้ว่ามีของอะไรบ้าง ไปกันเลยจ้า!

3ตัวที่คัดมาเป็นแบรนด์ไทย ทั้งหมดเลยไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะเดี๋ยวนี้แบรนด์ไทยทำแป้งออกมาดีหลายตัวมากต้องยอมรับ เชื่อว่าเป็นไอเท็มติดกระเป๋าของใครหลายๆคนเลย ส่วนใครที่ยังลังเลว่าจะซื้อดีมั้ย ลองดูรีวิวนี้ประกอบการตัดสินใจน้า^^~

เราจะเรียงจากราคาเบาสุดไปแรงสุดนะ555 มาเริ่มที่ตัวแรกก่อนเลย

อันนี้มาแรงแซงทางโค้งมาก เป็นของSASI แบรนด์น้องของศรีจันทร์

ตัวนี้ใช้มาสักพักละชอบมาก เป็นตลับที่คิดว่าตอบโจทย์คนงบน้อย

เนื้อแป้งเนียนละเอียดมาก ทาแล้วไม่มีความรู้สึกว่ามีแป้งอยู่บนหน้าเลย

ปกปิดได้ในระดับนึง แต่คุมมันดีมาก ใครหน้ามันหายห่วง เคยทาไปออกกำลังกายหลายชม

ไม่มีหลุด ติดทนม้าก ไม่เป็นคราบ ระหว่งวันผิวผ่องสวย ไม่ดรอป เวิรค์มากก คุณภาพเกินราคาเว่อ!

ฟินิชผิวจะประมานนี้จ้า ผิวดีในราคาหลักร้อยปะหล่ะแก โนคอนซีลเลอร์นะจ้ะ เอาไป10ผ่าน!!

ของมิลเล่ ขอหวีดพัฟก่อน คือพัฟนุ่มมากแก นุ่มแบบทำได้ไง ไม่เคยเจอในตลับอื่นอะ 

ละพอพัฟนุ่มคือ เราก็จะมีความสุขในการทาแป้งไง ฟินมากก

เนื้อแป้งเนียนละเอียดมากอันนี้ สังเกตุว่าลงปุ๊ปมีความเนียนไปเลย

MILLE CHARCOAL MATTE COVER PACT SPF25PA+++

ตัวนี้เป็นลูกรักของใครหลายๆคนเลย นี่เลยไปลองสอยบ้าง ปกติจะโดนแป้งตกยากนะ

แต่เข้าใจละทำไมเขาชอบกัน ก็มันดีมากกอะดิ คือเนื้อแป้งเนียนละเอียด พัฟนุ่มมาก ทาแล้วให้ฟินิชแมทสนิท แต่ไม่เค้กกี้ ไม่หนักหน้า ไม่เป็นคราบเลย คุมมันติดทนทั้งวัน นี่ทดสอบมาแล้ว ราคากลางๆ ไม่ถูกไม่แรง แต่คุณภาพอะแกให้10/10ไปเลย ! 


ฟินิชผิวจากแป้งmille คือผิวเนียนกริบ แต่ดูผิวสวยธรรมชาติมาก ฮรืออ

มาที่ตัวสุดท้ายจ้า อันนี้เป็นอีกตัวที่โดนตกแบบไม่รู้ตัว หลังจากส่องรีวิวคนอื่นมานาน

ก้ไปตำมาจนได้ ละคือแกรร มันบับบ เป็นแป้งที่ชั้นนึกว่าของเคาทเตอร์แบรนด์อะ

เนื้อนุ่ม ละเอียดมาก พัฟเป็นผ้านุ่มๆเลย ลงผิวละเนียนกริบ!

เนื้อแป้งมีความกึ่งดินน้ำมันนิดๆอะ ลงผิวละเนียนสุด มันกลืนกับผิวไปเลยเหมือนเป็นผิวเราจริงๆที่ดูดีขึ้น

ฟินิชแมท แต่ยังดูชุ่มชื้นอยู่ ดูไม่แห้งเป็นแป้งๆ อุแงง ชั้นแพ้อะไรแบบนี้555 ความปกปิดถ้าปิดใต้ตาชั้นได้แบบ โนคอนซีลเลอร์ก็ถือว่าสุดละเอาจริง เออ คุมมัน ติดทนดีมากไม่ต้องพูดมากก ราคา690 บาท 

ถ้าถามว่าเหมาะกับใครนี่ว่าเหมาะกับทุกสภาพผิว ผิวมัน ผิวผสม เป็นสิว แพ้ง่าย

โทนสีของแป้งก็ติดเหลืองดี ส่วนตัวเราใช้เบอร์01นะ 

 

ส่วนตัวชอบความเนียนกรุบของsugarpieมาก คือผิวดูสวยสุขภาพดี บอกไม่ถูก!

สวอชรวมทั้ง3อันนะ สังเกตุว่ามิลเล่จะเหลืองสุด แต่ก็ไม่ได้เหลืองแบบหน้าหมองอะ

เรื่องความติดทนสีเราว่าให้ผ่านทั้งสามแบรนด์ เพราะเขาทำออกมาเข้ากับผิวคนเอเชียมาก

ความปกปิดSUGARPIE>MILLE>SASI

ความเนียนของแป้งเราให้ SUGARPIE>MILLE>SASI 

ความคุมมัน ให้เท่ากันทุกแบรนด์ คุมมันเทพทุกอัน 

ความติดทนก็ติดทนดีทุกอัน เอาจริงๆ ทั้งสามแบรนด์นี้มีข้อดีข้อเสียต่างกันเล็กน้อยมากๆ

เพื่อนๆตัดสินใจเลือกซื้อได้ตาม ความชอบ หรืองบประมาณของตัวเองได้เลย^^

แปะสรุปแบบรูปให้อีกรอบงับ เผื่อใครขี้เกียจอ่านยาวๆXD

 ก็จบแล้วนะคับสำหรับการมารีวิว แป้งของเรา น้อยชิ้นแต่เด็ดทุกตัว 

เพื่อนๆตัดสินใจเลือกซื้อได้ตาม ความชอบ หรืองบประมาณที่มีอยู่ได้เลยน้า

ก็หวังว่ากระทู้นี้จะพอเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะงับ สำหรับวันนี้เราต้องขอตัวไปก่อนแล้ว 

แล้วเจอกันกระทู้หน้าค่า บะบาย~

REVIEW:SUGARPIE WATERY MATTE LIP มิติใหม่ลิปแบรนด์ไทยคุณภาพเคาทเตอร์แบรนด์!

สวัสดีค่าทุกคน วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จัก ลิปตัวใหม่จากแบรนด์ SUGARPIE ซึ่งบอกเลยว่าจากที่เราได้ลองใช้แล้ว เรารู้สึกว่าเนื้อมันดีมากเลยนะ เทียบเท่าเคาท์เตอร์แบรนด์เลย เป็นมิติของแบรนด์ไทยมากๆ ที่ทำเนื้อแบบนี้มาให้คนไทยได้ใช้กัน

มาดูในส่วนของแพ็กเก็จกันก่อนเลย แพ็กเก็จเป็นสี่เหลี่ยม ดูแข็งแรง ไม่ก๊องแก๊ง มีช่องเห็นเนื้อสีด้านใน ทำให้หยิบจับใช้ง่าย ตรงฝาพิมพ์ชื่อแบรนด์ SUGARPIE

มาดูในส่วนของเนื้อกันบ้างนะ ต้องบอกเลยว่าเป็นเนื้อใหม่ของลิปแบรนด์ไทยเลยก็ว่าได้ เนื้อน้ำๆคล้ายทิ้น ทาไปแล้วเหมือนเคลือบปาก ฟินิชเป็นแมทแต่ไม่แห้ง สามารถเติมเต็มร่องปากได้ค่อนข้างดีเลย สีแน่น แต่เนื้อบางเบา ทา1รอบ จะได้สีแบบธรรมชาติ เหมือนปากสีนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าอยากให้สีชัดอาจจะย้ำสัก 2-3รอบกำลังดี แต่ข้อดีคือ แม้ย้ำกี่รอบ พิกเม้นต์ของลิปดูไม่หนาขึ้นเลย จะว่าเป็นจุดเด่นของลิปตัวนี้เลยก็ว่าได้ ต่อไปมาดูสวอชแต่ละสีกันดีกว่าจ้า

เบอร์5 ZINNIA สีส้มอมชมพูหรือสีพีชนั่นเอง สีนี้ทาแล้วดูเป็นสาวหวาน ทาแล้วได้ลุคซอฟๆ น่ารักดีนะ

เบอร์6 ANEMONE สีนี้ตอนแรกเหมือนจะแดงส้ม แต่เราทาแล้วได้แดงอมชมพู เป็นสีสไตล์แบบที่สาวเกานิยมทากันเลย ใครเลือกสีไม่ได้แนะนำสีนี้ ทารอดทุกสีผิวแน่นอน!

เบอร์8 ASTER เป็นส้มอิฐ ที่ไม่ได้น้ำตาล หรืออิฐจ๋ามาก มีความเจือแดงๆอยู่ เป็นสีที่แปลกแต่สวยดีนะ ไม่ค่อยมีในแบรนด์อื่น ใครชอบโทนออกแนวส้มๆลองดูสีนี้เลย

เบอร์11 COSMOS ในสวอชมีความแดงด่ำ แต่ทาบนปากเราแล้วได้แดงประมานนี้ เป็นแดงอมน้ำตาล มีติ่งส้มๆจะตุ่นก็ไม่ตุ่นซะทีเดียว แต่สวย สีนี้ทาถ่ายรูปขึ้นมาก แนะนำเลย!

สรุปเลยทางเราชอบมาก ไม่คิดว่าเนื้อจะดีขนาดนี้ มันเบาฟีลเหมือนทาทิ้น แต่ลงปากละเป็นแมท พอเซ็ตตัวแล้วคือแห้งกลืนกับปากเลย เกลี่ยต่อไม่ได้ แต่มันยังชุ่มชื้นมาก สังเกตุได้จากที่เราสวอช ความติดทนคือทนค่อนข้างดี แต่แนะนำว่าเวลามันหลุดให้เช็ดเลยเติมใหม่จะได้ฟินิชสวยกว่านะ เริ่ดจริง ขอท้าให้ทุกคนไปลองเลย เป็นแบรนด์ไทยที่คุณภาพเคาทเตอร์แบรนด์จริงๆ! เขามี12เฉดสีเลยนะ แต่สีที่หยิบมาสวอชเป็น4สีที่เราชอบ ซึ่งไปทางโทนส้มส่วนใหญ่ สีที่ได้จะขึ้นอยู่กับพื้นปากเดิมของแต่ละคนด้วยน้า~

ใครสนใจเขามีวางขายแล้วนะที่eveandboy ราคาน่ารักกรุบๆ299บาทจ้า หรือใครสะดวกช้อปออนไลน์ สามารถสั่งซื้อตามช่องทางด้านล่างนี้ได้เลย หวังว่ากระทู้นี้จะพอเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์นี้ให้กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะคะ สำหรับวันนี้ต้องขอตัวลาไปก่อนแล้ว แล้วพบกันใหม่กระทู้หน้าน้า บะบาย~

For Order

FB:sugarpiethailand’

IG:sugarpiethailand

line:@sugarpiethailand